วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2556

กางเกงยีนส์ Levi's

Levi’s

         
           Levi’s  แบรนด์ออริจินอลรายแรกของโลกที่ใครๆก็ต้องรู้จักดี  เพราะ ลีวายส์คือสุดยอดกางเกงยีนส์ที่อึดถึกทนจนน่าตกใจ จะหยิบมาตะบี้ตะบันหรือหลงลืมไปสัก 3 ปีก็สามารถหยิบใส่แล้วดูดีเสมอไม่เปลี่ยนแปลง นี่จึงทำให้สาวกยีนส์เลิฟกับคุณภาพของยีนส์ลีวายส์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น


ประวัติกางเกงยีนส์ levi's




               

         


 เมื่อปี 1850  นายลีวาย สเตราส์ ชาวเยอรมัน อายุ 24 ปี ที่คิดจะมาขายของให้กับคนงานเหมืองทองที่ เมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ในปีเดียวกันเค้าก็เกิดความคิดที่จะขายสินค้าด้ายกู๊ด หรือ เสื้อผ้า และในปี 1853 เค้าก็ตั้งโรงงาน Levi’s ขึ้นมา เพื่อผลิตและขายกางเกงยีนส์ให้กับคนงานเหมืองได้ใส่และได้และได้จดสุทธิบัตรและกำหนดลักษณ์เฉพาะคือการตรอกหมุดย้ำที่มีในLevi’s ในปี ค.ศ.1873 แต่กางเกงยุคแรก ๆ นั้นจะไม่มีหูเข็มขัดเพราะเป็นกางเกงที่ใส่คุมชุดเพื่อกันผุ่นและดินหรือของมีคมแต่หลัง ๆ มาถึงพัฒนารูปทรงที่เป็นเหมือนทุกวันนี้ให้เหมาะกะคนทุกเพศทุกวัยได้ใส่กัน


สาเหตุที่ levi's ได้รับความนิยม  

          Levi’s นั้นเป็นกางเกงยีนส์ยี่ห้อแรกของโลกที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน มากกว่า 100 ปีและเป็นยีนส์ที่มีการจดสุทธิบัตรและกำหนดลักษณะเด่นเฉพาะของตนเองเป็นยี่ห้อแรกของโลกและมีลักษณะที่สวยงามจึงเป็นยีนส์ที่นิยมในกลุ่มผู้รักในยีนส์และนักสะสมทั่วโลกต่างเสาะแสวงหามาครอบครองมากที่สุดเพราะมีคุณสมบัติพิเศษในแต่ละรุ่นของ Levi’s ที่ต่างกันไปจึงทำให้ได้รับความนิยม









วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วัดพระธาตุดอยสุเทพ

วัดดอยสุเทพ หรือ วัดพระธาตุดอยสุเทพ มีชื่อเต็มว่า วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร เป็นวัดสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่บนดอยสุเทพ ตำนานกล่าวว่าเป็นที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า และพระมัตถะลุงคะธาตุ
ส่วนชื่อดอยสุเทพนั้น มาจากฤาษีตนหนึ่งชื่อ “วาสุเทพ” หรือ “สุเทวะฤษี” มาบำเพ็ญตบะอยู่บนดอยนี้ คนจึงเรียกชื่อดอยตามชื่อฤาษี เจดีย์พระธาตุได้ถูกสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1919 เป็นพระเจดีย์แบบเชียงแสนผสมลังกา
ทางเข้าพระธาตุดอยสุเทพ
บันไดขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ
 
รูปซ้าย : รูปปั้นครูบาศรีวิชัยขนาดใหญ่  รูปขวา : ฆ้องยักษ์
เราใช้เวลาบนพระธาตุดอยสุเทพไม่นาน ก็มารอขึ้นรถแดงกลับ อย่าลืมจำหมายเลขรถ ทะเบียนรถ เบอร์โทรรถแดงไว้ด้วยนะครับ รถแดงมีเยอะมาก เดี๋ยวจะสับสน
ทริปเที่ยวสามดอย ดอยสุเทพ ดอยปุย พระตำหนักภูพิงค์ ก็จบลงเพียงเท่านี้่ครับ ในคืนนี้มีงานลอยกระทงที่ประตูท่าแพ ไว้ตอนต่อไปผมจะพาไปชมโคมไฟสวยๆ และขบวนแห่ลอยกระทงที่ประตูท่าแพ สวยงามมากครับ ส่วนวันรุ่งขึ้นเราไปเที่ยวต่อที่สันกำแพง ไปดูการทำร่มที่บ่อสร้างและชมน้ำพุร้อนสันกันแพง ติมตามชมด้วยนะครับ :)
- See more at: http://www.folktravel.com/archive/doi-suthep-10.html#sthash.c5bO5FxN.dpuf
                      http://www.folktravel.com/archive/doi-suthep-10.html

เชียงดาว ดอยสูงเสียดฟ้า ที่ไม่ปรารถนาผู้พิชิต


เชียงดาว ดอยสูงเสียดฟ้า ที่ไม่ปรารถนาผู้พิชิต





 คู่มือนักเดินทาง
          ดอยหลวงเชียงดาว อยู่ในพื้นที่ตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง ตำบลเมืองงาย ตำบลเมืองคอง ตำบลเชียงดาว และตำบลแม่นะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มีความสูง 2,225 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง ถือเป็นยอดเขาหินปูนที่สูงที่สุดในประเทศ และเป็นแหล่งที่อยู่ของพืชพันธุ์และสัตว์ป่าหายาก เพราะฉะนั้น การเดินทางขึ้นดอยหลวงเชียงดาวจึงต้องมีความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อจะได้สัมผัสความงามในขุนเขาแห่งตำนานอย่างลึกซึ้ง
          ดอยหลวงเชียงดาว เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวในเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม หากมีเวลาควรเดินทางไปถึงก่อนขึ้นดอย 1 วัน เพื่อเที่ยวชม และศึกษาแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เช่น ถ้ำเชียงดาว วัดถ้ำผาปล่อง
 การเดินทาง
          รถยนต์ : จากตัวเมืองเชียงใหม่ สามารถไปอำเภอเชียงดาวได้โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่-ฝาง) ผ่านอำเภอแม่ริม อำเภอแม่แตง เข้าสู่อำเภอเชียงดาว ระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร เมื่อถึงตัวอำเภอเชียงดาว ขับไปจนเจอโรงแรมเชียงใหม่อินน์ แล้วเลี้ยวซ้ายไปทางถ้ำเชียงดาว ตรงไปประมาณ 3 กิโลเมตร เจอทางแยกซ้ายมือไปหมู่บ้านยางปู่โต๊ะ เข้าสู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว ซึ่งตั้งอยู่ทางขวามือ
          รถโดยสารประจำทาง : จากตัวเมืองเชียงใหม่ สามารถโดยสามารถเชียงใหม่-ฝาง (รถสีส้ม) และเชียงใหม่-พร้าว (รถสีแดง) โดยขึ้นที่สถานีขนส่งช้างเผือก มีรถออกทุกครึ่งชั่วโมง ค่าโดยสาร 40 บาท เมื่อถึงตัวเมืองเชียงดาวแล้วสามารถเหมารถไปส่งที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว และเหมาต่อไปถึงจุดเริ่มต้นเดินขึ้นดอยเชียงดาวได้ราคาไป-กลับ ประมาณ 1,800 บาท
          ปัจจุบันอนุญาตให้ขึ้น-ลงได้ 2 ทาง คือ ทางหน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอก (เด่นหญ้าขัด) และทางบ้านนาเลาใหม่ (ปางวัว) ซึ่งทางเดินหญ้าขัด ระยะทางนั่งรถไปถึงหน่วยฯ และระยะทางเดินเท้าไกลกว่า แต่เดินได้ง่ายกว่า ส่วนทางปางวัว นั่งรถใกล้ ระยะทางเดินใกล้กว่า แต่ทางค่อนข้างลาดชัน
 รู้เอาไว้ก่อนไปดอยเชียงดาว
          ให้ทำเรื่องขออนุญาต ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว หรือสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ล่วงหน้า 15 วัน จากนั้นก่อนขึ้นดอยให้นำหนังสือขออนุญาตไปยื่นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว และจ่ายค่าธรรมเนียมการขึ้นคนคนละ 20 บาท ค่ากางเต็นท์หลังละ 50 บาท ต่อคืนค่ารถคันละ 60 บาท ค่าลูกหาบวันละ 350 – 400 บาท ต่อคนค่าคนนำทางวันละ 500 บาท ต่อคน ค่ามัดจำขยะ 200 บาท จะได้รับคืนหากนำขยะมาคืนครบจำนวนที่แจ้ง
          ให้เดินตามเส้นทางที่กำหนด และพักแรมได้เฉพาะจุดที่อนุญาต 4 จุดเท่านั้น คือ บริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอก (เด่นหญ้าขัด) ดงน้อย อ่างสลุง และดงไม้หก เนื่องจากดอยเชียงดาวอยู่ในระดับสูง ระยะทางเดินค่อนข้างไกล และอากาศแปรปรวนบ่อย จึงควรเตรียมร่างกายให้แข็งแรง
          ห้ามนำเครื่องมือล่าสัตว์ วัตถุระเบิด ยาพิษ สัตว์เลี้ยง โฟม และขวดแก้ว (ยกเว้นสิ่งของนั้นบรรจุในภาชนะขวดแก้ว) ขึ้นไป และหากนำสิ่งใดขึ้นไปจะด้วยจำเป็นหรือไม่ก็ตาม ให้นำกลับลงมาให้หมด แม้กระทั่งกระดาษชำระที่หลายคนมองว่าย่อยสลายเองได้ แต่กว่าจะถึงเวลานั้นมันก็อุจาดตาไม่ใช่น้อย และให้แยกประเภทขยะเพื่อง่ายต่อการกำจัดปลายทาง และตรวจสอบจำนวน
          เตรียมอุปกรณ์กันหนาว (อุณหภูมิเฉลี่ย 19.92 องศาเซลเซียส แต่บางช่วงอาจลดลงถึงติดลบ) และเตรียมอุปกรณ์กันฝน (แม้จะไม่ใช่ช่วงหน้าฝน แต่ละอองหมอกค่อนข้างแรง) ไฟฉาย ยารักษาโรค
          ติดต่อสอบถามได้ที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว โทรศัพท์ 0 5345 5802, สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยาน สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เขตจตุจักร กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 0 2561 4836 หรือถ้าหากต้องการเดินศึกษาธรรมชิตดอยเชียงดาวกับกลุ่มรักษ์ล้านนา ทางกลุ่มจะจัดขึ้นดอยเชียงดาวทุกปี ปีละ 2 ครั้ง ดูรายละเอียดที่ เฟซบุ๊ก ชื่อรักษ์ล้านนา : Raklanna อีเมล์ raklanna.cm@gmail.com

วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2556

(Electronic Data Interchange: EDI)

1. การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data Interchange: EDI) คืออะไร

          การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (EDI) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการรับ-ส่งเอกสารจากหน่วยงานหนึ่ง โดยผ่านเครือข่าย เช่น โทรศัพท์ สายเคเบิล ดาวเทียม เป็นต้น แทนการส่งเอกสางโดยผ่านพนักงานส่งสารหรือไปรษณีย์ ระบบEDI จะต้องใช้รูปแบบของเอกสารที่เป็นมาตรฐาน เพื่อให้หน่วยงานทางธุรกิจหรือองค์กรต่างๆ สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data Interchange: EDI) มีขั้นตอนการอย่างไร

          ขั้นตอนการทำงานของระบบ EDI มีดังนี้
1) ผู้ส่งทำการเตรียมข้อมูล และแปลงให้อยู่ในรูปแบบมาตรฐาน UN/ EDIFACT โดยใช้ Translation Software
2) ส่งผู้ทำการส่งข้อมูลยังศูนย์บริการของผู้ให้บริการ EDI ผ่านเครือข่ายสาธารณะโดยใช้Modem
3) ผู้ให้บริการEDI จะจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้ในตู้ไปรษณีย์(Mailbox)ของผู้รับเมื่อข้อมูลไปถึงศูนย์บริการ
4) ผู้รับติดต่อมายังศูนย์บริการผ่า Modem เพื่อรับข้อมูล EDI ที่อยู่ในตู้ไปรษณีย์ของตน
5) ผู้รับแปลงข้อมูลกลับโดยใช้ Translation Software ให้อยู่ในรูปแบบที่ระบบงานของตนสามารถรับประมวลผลได้

3. ยกตัวอย่างธุรกิจที่สามารถนำการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data Interchange: EDI) มาใช้กับธุรกิจ 1 ตัวอย่าง พร้อมกับอธิบายว่าสามารถนำมาใช้อย่างไรบ้าง

          ตัวอย่างเช่น กรมศุลกากรได้นำเอาระบบ EDI (Electronic Data Interchange) มาใช้สำหรับการส่งออก และการนำเข้าสินค้าอย่างครบวงจร ซึ่งทำให้กระบวนการออกสินค้ามีความสะดวกและรวดเร็วขึ้น ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า และตัวแทนออกของสามารถจัดเตรียมใบขนสินค้าภายในสำนักงานของตน แล้วส่งใบขนสินค้ามายังกรมศุลกากรโดยผ่านระบบ EDI กรมศุลกากรสามารถตรวจสอบความถูกต้องของใบขนสินค้าทางระบบ EDI ได้ทันที ถ้าข้อมูลถูกต้องแล้ว ตัวแทนออกของสามารถจัดพิมพ์ใบขนสินค้าและนำมายื่น ณ ที่ทำการกรมศุลกากรเพื่อชำระอากรและตรวจปล่อยสินค้าต่อไป

4. ประโยชน์ของการนำการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data Interchange: EDI)มาใช้กับธุรกิจคืออะไร

          
          ประโยชน์ของการนำการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์

5. จงอธิบายความสัมพันธ์ของระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ดังรูปต่อไปนี้

        การส่งข้อมูลหรือข่าวสารจากระบบคอมพิวเตอร์หนึ่งไปสู่ระบบคอมพิวเตอร์ อื่นโดยผ่านทางระบบสื่อสารข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การส่งคำสั่งซื้อจากผู้ซื้อไปยังผู้ขายโดยตรง เพื่องลดระยะเวลาในการทำงานของแต่ละองค์การลง โดยองค์การจะสามารถส่งและรับสารสนเทศในการดำเนินธุรกิจ เช่น ใบสั่งซื้อและใบตอบรับผ่านระบบสื่อสารโทรคมนาคมที่มีอยู่ ทำให้ทั้งผู้ส่งและผู้รับไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง      







วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

บทความ Internet ห้องเรียนไร้ขีดจำกัดของนักเรียนชนบท



เรื่อง  อินเทอร์เน็ต ห้องเรียนไร้ขีดจำกัดของนักเรียนชนบ

โดย
นายบุญช่วย   สายราม

เทคโนโลยีสารสนเทศ ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการพัฒนาองค์กร และสังคมในทุกๆ ส่วน อย่างที่ไม่อาจจะปฏิเสธได้ นับวันเทคโนโลยีดังกล่าว ก็ยิ่งขยับเข้ามา ใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกขณะ

การพัฒนาทางการศึกษาในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทั้งในรูปแบบและขอบเขตของการศึกษาภายใต้การปฏิรูปทางการศึกษาตามเจตนารมณ์ของ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี พ.ศ.2542 และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากในการพัฒนาการศึกษาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 'อินเทอร์เน็ตที่ช่วยขยายแหล่งความรู้นั้นให้กระจายไปยังเยาวชนนักเรียนนักศึกษา โดยสามารถเข้าไปค้นคว้าด้วยตัวเองอย่างไร้ขีดจำกัด และขยายโอกาสการเรียนรู้ให้กระจายไปยังกลุ่มนักเรียนที่อยู่ในภูมิภาคห่างไกลด้วย

มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ระบุว่า การศึกษาหมายถึง
กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึกอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างจรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อมสังคม การเรียนรู้ และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างผสานระหว่างการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต อินเทอร์เน็ตจึงเป็นขุมความรู้ปริมาณมหาศาล และเป็นเครื่องมือสื่อสารสืบค้นที่สะดวกรวดเร็วและไร้พรมแดน สามารถเอื้อให้เกิดการเรียนรู้จากทุกที่ไม่จำกัดแค่เพียงในห้องเรียน หรือในเวลาเรียนเท่านั้น จึงเป็นการส่งเสริมให้เกิดการศึกษาทั้งในและนอกระบบ และตามอัธยาศัย ที่สำคัญยังเปิดกว้างสำหรับทุกคนที่ต้องการศึกษาหาความรู้ ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดก็ตาม ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้เกิดการศึกษาพัฒนาความรู้ตลอดชีวิตสอดคล้องกับพระราชบัญญัติ อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษา นับได้ว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างยิ่งในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างกลุ่มคนในสังคม และเป็นการเพิ่มพูนการเรียนรู้ของบรรดานักเรียนที่เตรียมพร้อมที่จะก้าวไปสู่การเป็นบุคลากรที่เปี่ยมด้วยความรู้ความสามารถ เพื่อเป็นการผลักดันประเทศไทยให้เข้าสู่สังคมแห่งปัญญาและความรู้ (Knowledge based Society) ในอนาคตข้างหน้า

สำหรับประเทศไทย การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชาชน ยังปรากฏความไม่เสมอภาคค่อนข้างชัด อาจจะสืบเนื่องมาจากข้อจำกัดทางทุนทรัพย์ ปัญหาทางด้านการสื่อสาร หรือโทรคมนาคมพื้นฐาน การขาดความรู้ความเข้าใจ หรือไม่เล็งเห็นประโยชน์ซึ่งหากปัญหาความไม่เสมอภาคในเรื่องนี้ ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที ช่องว่างของโอกาสการเรียนรู้ของคนไทย และนักเรียนจะกว้างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางด้านศึกษาเพิ่มมากยิ่งขึ้น

โครงการเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย (School Net) ซึ่งริเริ่มและดำเนินการโดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ด้วยความร่วมมือจากกระทรวงศึกษาธิการ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อต้องการที่ลดความไม่เสมอภาคดังกล่าว โดยการให้บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแก่โรงเรียนหลายแห่งทั่วประเทศ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลแก่อาจารย์และนักเรียน เพื่อให้เทคโนโลยีถูกใช้เพื่อการพัฒนาการศึกษา ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาด้านอื่นๆ ต่อไป

เกษม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ประธานคณะกรรมการประสานงานการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษา กล่าวถึงนโยบายการจัดการจัดงาน มหกรรมอินเตอร์เน็ตเพื่อการศึกษาในโรงเรียน (School Net Day) ขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมประชาสัมพันธ์ให้ครูอาจารย์ จากโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษา ได้เห็นถึงประโยชน์ของการนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ในการศึกษา และปรับปรุงคุณภาพการศึกษา รวมทั้งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็น และประสบการณ์ทางด้านวิชาการซึ่งกันและกัน เพื่อเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่แห่งเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาและพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาของไทย

นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความทั่วถึงและเท่าเทียมทางด้านการศึกษาให้เกิดขึ้นในสังคมไทย และเป็นการยกระดับการศึกษาของเด็กไทยให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ อีกทั้งยังเป็นโครงการที่สนับสนุนการปฏิรูปการศึกษาไทยตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่มุ่งเน้นให้เด็กเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ (Child Center) โดยมีครูอาจารย์คอยให้คำแนะนำ และสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life Long Learning) เป็นการพัฒนาบุคลากรไทยให้เป็นบุคคลที่มีความสามารถและศักยภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไปในอนาคต แต่ถ้าในเวลาที่เท่ากันเรากลับทำในสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ เช่น การหาความบันเทิงจากอินเทอร์เน็ตมากเกินไป หรือดูรูปลามกอนาจาร นั่นคือ โทษจากการใช้อินเทอร์เน็ตที่ผิดวัตถุประสงค์ ส่วนผลที่ได้รับ ถ้าในระยะเวลาที่เท่ากันเราใช้อินเทอร์เน็ตในการค้นหาข้อมูลเพื่อการศึกษา หรือเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ที่มีประโยชน์ กับเรื่องที่ไร้สาระ ลองคิดดูว่า อย่างไหนจะคุ้มค่ามากกว่ากัน บางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าคำว่า 'เวบไซต์หมายถึงอะไร หากโครงการดังกล่าวสามารถขยายไปสู่โรงเรียนต่างๆ โดยเฉพาะในชนบทได้ ก็จะเป็นการเปิดหน้าใหม่ให้กับการศึกษาไทยได้เลยทีเดียว หากโครงการนี้สามารถดำเนินได้รวดเร็ว และครบร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกโรงเรียนทั่วประเทศเมื่อไหร่ เมื่อนั้นเราก็อาจจะสามารถบอกลาการศึกษาของเด็กไทยแบบเก่าที่เรียนแบบท่องจำ หรือเรียนแบบนกแก้วนกขุนทองเสียที

ในระยะหลายปีที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงการปฏิรูปการศึกษา ทั้งด้านหลักสูตร และกระบวนการเรียนรู้ ของกระทรวงศึกษาธิการ มีจุดประสงค์ เพื่อให้เยาวชนไทย ได้พัฒนาตัวเอง เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่น ได้อย่างมีความสุข การปฏิรูปการศึกษาเบื้องต้นตั้งแต่ระดับประถม ต้องการให้เยาวชนคนไทยมีระบบความคิดที่มั่นคงในอนาคต ปัจจุบันโลกแห่งการเรียนรู้เปิดกว้างในการแสวงหาความรู้ใหม่ๆ ทั้งด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ รวมถึงความรู้ด้านอื่นๆ เป็นอีกทางเลือกของผู้เรียนสามารถค้นคว้าจากฐานข้อมูลที่ทันสมัย

การเรียนรู้แบบออนไลน์หรือ อี -เลิร์นนิ่ง เป็นระบบการเรียนรู้ที่เข้ากับยุคสมัยการเติบโตของเทคโนโลยี ซึ่งระบบการเรียนรู้ดังกล่าวเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก ซึ่งเรียกการเรียนรู้แบบนี้ว่า การเรียนรู้แบบ ออนไลน์ (e - Learning) ซึ่งผู้เรียนจะได้พัฒนาความรู้ ความสามารถ ด้วยการศึกษาด้วยตนเอง เพื่อให้เป็นคนที่เหมาะสมกับการทำงานในตำแหน่งต่างๆ หรือเพิ่มโอกาสในการรับตำแหน่งที่สูงขึ้น และสามารถเรียนได้ในช่วงเวลาว่างหลังเลิกงานหรือในวันหยุด แม้กระทั่งการอยู่ร่วมกับครอบครัวที่บ้าน ก็สามารถประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังสถานศึกษาที่เปิดสอนหลังเลิกงาน หรือเลิกเรียนเราก็สามารถพัฒนาตนเองได้ และที่สำคัญเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระตุ้นหน่วยงานภาครัฐบาลและธุรกิจเอกชน ได้เพิ่มการลงทุนทางด้านการศึกษาและฝึกอบรมแก่องค์กรให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้แก่ทรัพยากรบุคคลของประเทศ และเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ทางวิชาการ ภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยโรงเรียนและมหาวิทยาลัย และสถาบันต่างๆ ทั่วประเทศ สามารถพัฒนาเป็นบทเรียนออนไลน์เผยแพร่ขยายความรู้ออกไปสู่สาธารณชน

การศึกษาแบบ e - Learning มาจากคำว่า Electronic Learning ซึ่งก็หมายถึงการศึกษาผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์อินเทอร์เน็ต ( Internet) หรืออินทราเน็ต (Intranet)เป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเองแบบใหม่ที่จัดการศึกษาในลักษณะสถานศึกษาเสมือน (สถาบันที่จัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ โดยอาศัยการติดต่อสื่อสารและเทคโนโลยีที่ทันสมัยผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต) ผู้เรียนสามารถเรียนได้จากเวบไซต์ของโครงการ (WWW.Thai2Learn.com ) ด้วยระบบแนะแนวการศึกษา ระบบลงทะเบียน บทเรียนออนไลน์ คลังข้อสอบ และการบันทึกติดตามตรวจสอบผลการเรียนอย่างใกล้ชิด ซึ่งหากผู้เรียนเกิดความสงสัยเกี่ยวกับรูปแบบ วิธีการเรียนก็สามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของโครงการซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ พร้อมจะให้คำแนะนำ และตอบปัญหาต่างๆ ได้ตลอดเวลา หากเกิดความสงสัยเกี่ยวกับเนื้อหาของบทเรียนก็สามารถสอบถามได้จากอาจารย์ผู้สอนโดยตรง ผู้เรียนจะได้เรียนตามความสามารถ และความสนใจของตน โดยใช้มัลติมีเดียในการนำเสนอเนื้อหาของบทเรียน ซึ่งประกอบด้วยข้อความ รูปภาพ เสียง วิดีโอและมัลติมีเดียอื่นๆ จะถูกส่งไปยังผู้เรียนผ่าน Web Brow Ser โดยผู้เรียน ผู้สอน สามารถติดต่อ ปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันได้ เช่นเดียวกับการเรียนในชั้นเรียนปกติ ปัจจุบันนี้คอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ตมีบทบาทกับคนไทยมากขึ้น ในโรงเรียนอนุบาลก็เริ่มมีการเปิดสอนคอมพิวเตอร์ การมีพื้นฐานการใช้คอมพิวเตอร์ที่ดี ผนวกกับค่าเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่นับวันจะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ส่วนปัจจัยสำคัญที่จะขยายกลุ่มผู้เรียนให้มากขึ้น จนเรียกได้ว่า e - Learning มีส่วนช่วยสนับสนุนการศึกษาตลอดชีวิตของคนไทยได้

ในทัศนคติของข้าพเจ้าเห็นว่าการเรียนแบบ e-Learning จะเข้ามามีส่วนในการผสมผสานกับการเรียนในห้องเรียน เช่น นักเรียนในห้องเรียนสามารถเข้ามาค้นคว้าเพิ่มเติมความรู้ได้เอง หลังจากเลิกเรียน หรือแม้กระทั่งในวันหยุดเป็นการสร้างนิสัยรักการค้นคว้า นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ที่ไม่มีโอกาสได้ศึกษาในการเรียนปกติ เช่น ผู้ที่ทำงาน ได้มีทางเลือกเพิ่มขึ้น การเปิดโอกาสทางการศึกษา ยิ่งเปิดกว้างขึ้นเท่าใด ผู้เรียนยิ่งได้รับผลประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตามการเรียนในรูปแบบแบบ e - Learning ผู้เรียนต้องบังคับตัวเองเพื่อให้เข้าเรียนตามกำหนดเวลาที่ตนเองวางไว้ โดยโครงการจะมีใบรับรองผลการเรียน ซึ่งจำเป็นต่อผู้เรียนที่จะนำไปใช้ในการสมัครงาน หรือเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น  การนำ e - Learning มาใช้ในการฝึกอบรม ควรให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายฝึกอบรมได้มีส่วนร่วมในการวางแผน และตัดสินใจในการดำเนินงานด้านอี-เลิร์นนิ่งด้วย ระบบดังกล่าว จะช่วยเพิ่มความสนใจ และประสิทธิผลของการเรียนในชั้นเรียนปกติ หรือใช้เป็นหลักสูตรปูพื้นความรู้ก่อนจะเข้าสู่ห้องเรียนได้ โดยเจ้าหน้าที่ควรได้รับคำแนะนำ และทำความเข้าใจเกี่ยวกับอุปกรณ์การเรียนการสอน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าอี-เลิร์นนิ่ง จะช่วยให้วิทยากรผู้สอนทำงานได้ง่ายขึ้น ด้วยระบบดังกล่าว สามารถนำมาประกอบการอบรมได้ ด้วยลักษณะของอี-เลิร์นนิ่ง หากฝ่ายฝึกอบรมนำไปใช้ประโยชน์ในการทำงานอย่างเต็มที่ ไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข่าวสารประชาสัมพันธ์ที่ดีด้วย

ปัจจุบันหน่วยงานทั้งของภาครัฐและเอกชน เริ่มให้ความสนใจการอบรมผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีสาขาในต่างจังหวัด เนื่องจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการอบรมได้สูง ในขณะนี้สำนักงานพัฒนาข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. ได้ให้ความสำคัญกับการฝึกอบรม และได้จัดทำหลักสูตร การวางแผนกลยุทธ์ โดยให้หน่วยงาน สวทช. เป็นผู้ผลิตหลักสูตรดังกล่าว และจะเปิดอบรมในเร็วๆ นี้ เทคโนโลยีใหม่ อี-เลิร์นนิ่ง เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ใหม่ๆ มนุษย์สามารถค้นคว้าเรื่องราวต่างๆ ได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น แต่ต้องรู้จักเลือกใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและสังคม

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจึงสามารถสรุปได้ว่า แหล่งเรียนรู้ในปัจจุบันมีความหลายหลายและน่าสนใจอย่างมาก ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยสารสนเทศมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ข้อมูลข่าวสารและความรู้ต่างๆกระจายไปทั่วโลก ซึ่งผู้เรียนทุกคนที่สนใจสามารถเรียนรู้และสืบค้นองค์ความรู้ในด้านต่างๆจากแหล่งการเรียนขนาดใหญ่และเป็นห้องเรียนที่ไม่มีที่สิ้นสุด นั่นก็คือ แหล่งเรียนทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นระบบเครือข่ายที่เชื่อมโยงองค์ความรู้สาขาต่างๆมากมายไว้ให้ผู้ที่สนใจทั่วไปได้ศึกษาหาความรู้ตามความสนใจได้ทุกที่ทุกเวลาไม่มีที่สิ้นสุดซึ่งนับเป็นการเรียนรู้อย่างเนื่องตลอดชีวิตไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้สาขาใดๆก็ตาม ดังนั้น การพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้มีความทัดเทียมและมีความเสมอภาคอย่างแท้จริงในระบบการศึกษาของไทยจึงจำเป็นที่หน่วยงานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมแรง ร่วมมือ และร่วมใจพัฒนาประสิทธิภาพของระบบการเรียนรู้ออนไลน์ให้ทั่วถึงทุกท้องที่เพื่อให้ผู้เรียนไม่ว่าจะอาศัยอยู่สถานที่ไหนสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ทางระบบอินเทอร์เน็ตได้ทุกเวลาทุกสถานที่ตามศักยภาพและตามความสนใจของแต่ละบุคคล อันจะเป็นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของไทยให้เจริญก้าวหน้าและมีประสิทธิภาพอย่างเท่าเทียมกันไม่ว่าจะเป็นนักเรียนในเมืองหรือนักเรียนในชนบทห่างไกลเพื่อให้ทรัพยากรทุกท้องถิ่นของประเทศไทยเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีและเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างยั่งยืนและเพื่อให้ประเทศไทยก้าวพ้นความสับสนในการกำหนดแนวทางในการจัดการศึกษาที่ไม่รู้ว่าจะเอาอย่างกันแน่และเพื่อให้ระบบการศึกษาของไทยมีเอกภาพและมีคุณภาพอย่างยั่งยืนตลอดไป

 อ้างอิง
คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา http://www.obec.go.th  23 พฤศจิกายน 2556